จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Tokyo Sonata วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ



หนึ่งในตัวอย่างของครอบครัวสมัยใหม่ สังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ความตึงของ หลายสิ่งส่งผลต่อทุกสิ่งในบ้าน พ่อที่ไม่ยอมสูญเสียอำนาจการปกครองในบ้าน ถึงกับไม่ยอมบอกเรื่องการตกงานกับคนในครอบครัวตัวเอง ยึดถือคำสั่งของตนขนาดไม่อ่อนข้อคืนคำ สังคมทุนนิยมที่ไม่เปิดให้คนได้หยุดพักหายใจ ทุกคนเฝ้าแต่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่มีเงิน ไม่มีงาน เราจะเอาอะไรกินกัน 


 




สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้

 จากการที่ได้ชมภาพยนตร์ทำให้ สะท้อนให้เห็นภาพถึงปัญหาความขัดแย้งของสถาบันครอบครัว อาจกล่าวได้ว่า ครอบครัวนั้นเป็นสถาบันแรกและสถาบันหลักของสังคมที่เด็กๆทุกคนจะได้รับ การแสดงออก พฤติกรรม การกระทำต่างๆนั้น ได้มาจากครอบครัวทั้งสิ้น สภาพสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ว่าจะประเทศใดก็ตามก็ประสบกับสภาวะเศรษฐกิจและมีมนุษย์ยุคใหม่เกิดขึ้นคือ "มนุษย์เงินเดือน" คือ ทำงานตลอดเพื่อให้ได้เงินมาใช้เลี้ยงดูครอบครัวจนลืมสนใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของครอบครัว แต่ในเรื่องนี้สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ ทุกคนในครอบครัวไม่มีเวลาให้กัน ไม่พูดคุยกัน ขาดการปฏิสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวและเมื่อมีปํญหาทุกคนต่างเก็บไว้ในใจไม่บอกกล่าวแก่สมาชิกในครอบครัว ความหางเหิน หมางเมิน เมื่อมันสะสมขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นปัญหาที่รุณแรงสิ่งกระทบต่อจิตใจ จนทำให้ชีวิตครอบครัวเกือบต้องล่มสลาย สมาชิกในครอบครัวเกิดความเครียด รู้สึกกดดัน ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ และเลือกทางที่จะหนีปัญหาเหล่านี้ จากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เแบบในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราควรนำสิ่งที่เราได้รับจากการชมภาพยนตร์มาแยกแยะ พิจารณา ว่าถ้าเรามีครอบครัวเราควรจะประพฤติและปฏิบัติตนอย่างไรจะได้ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังภาพยนตร์
ความคิดของดิฉัน คือ ในเมื่อเราตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้วสิ่งแรกที่ควรจะทำคือ ประคับประคองชีวิตครอบครัวของเราให้มีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งรบเร้าต่างๆจากสังคม ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เราควรเปิดใจคุยกัน ยอมรับต่อสภาพของปัญหาเพราะปัญหาทุกอย่างต้องมีทางออกแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่เราด้วยที่เลือกจะขว้างทิ้งหรือแบกรับปัญหานี้ไว้


ทฤษฎีสังคม

อีมีล เดอร์ไคม์ (Emile Durkheim)

เดอร์ไคม์มองว่าความเป็นระเบียบของสังคม(Socialorder)และความเป็นสุขของประชาชนในสังคมจะเกิดขึ้นหรือคงอยู่ต่อไปได้นั้นก็ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม(Socialintegration)ความผาสุขของคนในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เกิดจากสภาพการณ์ภายนอกภายในสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่เขาอาศัยอยู่การเกิดการจลาจลหรือความวุ่นวายในสังคมจะเป็นปัจจัยทำลายความผูกพันทางสังคม และบางครั้งอาจทำเป็นเหตุให้คนในสังคมทำการฆ่าตัวตาย

ทาลคอทท์ พาร์สัน (Talcott Parsons)

พาร์สันได้รวบรวมเอาแนวความคิดของนักสังคมวิทยารุ่นแรก ๆ หลายคน เช่น เวเบอร์ และเดอร์ไคม์ มากสร้างเป็นทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า ทฤษฎีทั่วไปของการกระทำ (General theory of action) โดยมีกรอบแนวคิดว่า ในการศึกษาสังคมควรจะทำการวิเคราะห์จากทุกประเภทของปรากฎการณ์ทางสังคมจากสถาบันหลักทางสังคม เพื่อทำไปสู่การวิเคราห์การกระทำของปัจเจกบุคคลต่อมาภายหลังพาร์สันได้ทำการพัฒนาทฤษฎีไปสู่ทฤษฎีด้วยแนวความคิดด้านจิตพิสัยระดับกว้าง โดยทำการวิเคราะห์จากสถาบันศาสนา การศึกษา และความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติและสีผิว

                   โดยทั้ง 2 ทฤษฎีนี้นำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องได้เป็นอย่างดี โดยจะเห็นได้จากวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวมีบทบาทสำคัญ มีอำนาจในการตัดสินใจ บังคับหรืออยากให้ลูกทำอะไรก็ได้ตามใจของเขาซึ่งจริงๆแล้วมันไม่สมควรที่จะไปบังคับลูก ขนาดตัวของเราเองเรายังไม่ชอบให้ใครมาบังคับเลย จากสภาพเศรษฐกิจทำให้เขาต้องตกงานเขาไม่กล้าบอกใครกลัวเสียหน้าแล้วก็ดันทุรังทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้กลับคืนมาสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเท่ากับการเปิดใจยอมรับมันถึงแม้จะเป็นเรื่องที่โหดร้ายสำหรับเขาแต่มันก็น่าจะมีทางออกที่ดีกว่าที่เขาต้องหลบๆซ่อนๆทุกคนในบ้าน

หากดิฉันเป็นพ่อ



ในฐานะที่เป็นพ่อ เป็นหัวหน้าครอบครัว สิ่งแรกที่ดิฉันพึงกระทำ คือ การดูแลสารทุกข์สุขดิบของทุกคนในครอบครัว การแสดงออกถึงความรักความเอาใจใส่  รับฟังความคิดเห็นของคนในครอบครัวหากิจกรรมที่แสดงถึงปฏิสัมพันธ์อันดีของครอบครัว เช่นใน 1 สัปดาห์  รับประทานอาหารนอกบ้าน  ปลูกต้นไม้ ดูหนังด้วยกัน  ออกกำลังกาย  ไปเที่ยว ( ขอยกตัวอย่างจากครอบครัวของดิฉันเอง ) ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ตามไม่ควรเก็บไว้คนเดียว จะนำเรื่องมาปรึกษาภรรยาเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อประสบปัญหาตกงานแน่นอนอยู่แล้วว่าผู้เป็นพ่อต้องเครียด เพราะ เคยเป็นหัวหน้างาน เงินเดือนแยอะ แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเขาถูกปลดออกจากงาน  เขาคงสับสน ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี แต่ดิฉันเห็นว่าเขาควรจะบอกความจริงแก่ภรรยาของเขา ถึงภรรยาจะช่วยอะไรไม่ได้มากแต่อย่างน้อยก็คอยเป็นกำลังใจให้กัน หรืออาจจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง สิ่งที่ผู้เป็นพ่อบกพร่องในเรื่องนี้คือเขาไม่มีเวลาให้ครอบครัว เขาเป็นมนุษย์เงินเดือน เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันคนทั่วโลกประสบปัญหาความเครียดกันมากขึ้น เขาเป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องหาเงินมาจุนเจือครอบครัวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เขาลืมไปว่าสิ่งที่ครอบครัวต้องการมันไม่ใช่เงิน เงินเป็นหนึ่งในการดำรงชีวิตแต่อย่าลืมว่าเงินไม่สามารถซื้ออะไรหลายๆอย่างได้ในโลกใบนี้
ผู้เป็นพ่อแสดงออกถึงความเครียดที่ตกงาน เลยเอาทุกสิ่งมาลงกับครอบครัวซึ่งเขาไม่รู้เรื่องด้วย การกระทำของผู้เป็นพ่อแสดงถึงความรุนแรง ในเรื่องการใช้กำลังทำร้ายร่างกายลูก การไม่เอาใจใส่ครอบครัวกลายเป็นปัญหาที่เรื้อรังยิ่งสะสมมากๆขึ้น คนในครอบครัวก็เครียดเลยเลือกที่จะออกจากบ้านไป บ้านคือ สิ่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา เป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข เพราะมีครอบครัวคอยรักและเอาใจใส่เรา แต่คนในครอบครัวนี้ต่างไม่อยู่บ้านเลย ดังนั้นก็แสดงให้เห็นว่าครอบครัวคือสถาบันที่สำคัญที่สุดของสังคมเมื่อครอบครัวล่มสลายเด็กจะเป็นเช่นไร ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าครอบครัว เรียกอีกอย่างว่าเสาหลักของบ้าน เสาหลักต้องแข็งแรง ไม่ว่าพายุจะแรงแค่ไหนก็อย่าโอนเอนตามนั้น แค่นี้ครอบครัวของเราก็มีความสุขแล้ว

     
            หากดิฉันเป็นแม่



ในฐานะที่เป็นแม่ ดิฉันจะทำหน้าที่แม่ให้ได้มากที่สุด สำหรับแม่มีหน้าที่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง คอยเป็นกำลังใจให้สามี คอยดูแลลูกเรื่องการบ้าน  การเรียน การคบเพื่อน ทำอาหารและจัดการทุกสิ่งในบ้านให้เรียบร้อย แม่จะเป็นกลางจะคอยรับฟังเรื่องราวของทุกคนอย่างเป็นธรรมและใจเย็น เข้าใจความรู้สึก ห่วงใย ถ้ารู้ว่าสามีประสบปัญหาดิฉันเลือกจะถามเขาตรงๆ แม้จะช่วยเขาไม่ได้มากก็ตาม คอยเป็นกำลังใจ คอยจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านให้ประหยัดมากขึ้น ควรจะพูดคุยและแสดงออกต่อครอบครัวให้มากๆ ไม่ใช่เลือกที่จะเงียบ การเงียบไม่ได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นแต่ในตรงกันข้ามมันอาจจะยิ่งกว่านั้น คือ ปัญหาความเครียด ปัญหาความรุนแรงจากการไม่ยอมพูดคุยกัน จนทำให้ครอบครัวเกือบล่มสลาย  
            หากดิฉันเป็นพี่


ในฐานนะที่ดิฉันเป็นพี่นั้นจะเห็นได้ว่าในภาพยนต์นั้นพี่เริ่มจะเข้าสู้วัยผู้ใหญ่ พ่อแม่เริ่มที่จะปล่อยเขาให้มีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้นเขาควรจะทำตัวให้แกร่งเพื่อไม่ให้พ่อแม่เป็นห่วงแต่การกระทำของเขาคือเขากลับบ้านดึก ติดเพื่อน ในเมื่อพ่อแม่ไว้ใจให้เขาออกไปเผชิญต่อโลกกว้างเขาควรทำตัวให้ดีกว่านี้เพื่อให้พ่อแม่เชื่อว่าเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกกว้างได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามควรปรึกษาพ่อแม่ก่อนไปปรึกษาคนอื่น สิ่งสำคัญที่สุดคือการอยู่กับครอบครัวบ้าง มีเวลาดูแลน้องชาย คอยให้คำปรึกษา  ดูแลพ่อแม่บ้างเพราะพ่อแม่ก็แก่ลงทุกวัน

            หากดิฉันเป็นน้อง


              
             ในฐานนะที่ดิฉันเป็นน้อง ดิฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดคือการตั้งใจเรียน และที่สำคัญจะบอกกับแม่ตรงๆว่าอยากเรียนเปียโนแม่จะได้ให้เงินไปเรียน และไม่นำเงินค่าอาหารกลางวันไปจ่ายค่าเรียนเปียโน ไม่ควรโกหก ถ้าครอบครัวประสบปัญหาเรื่องการเงินก็จะไม่เรียนหรือว่าอาจจะหางานพิเศษทำเพื่อนำเงินมาเรียนเปียโน แล้วการที่น้องแสดงออกต่อพ่อซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ถึงพ่อไม่มีเหตุผลที่เพียงพอที่ไม่ให้เรียนเปียโนเขาก็ไม่ควรแสดงออกต่อพ่อแบบนั้น

หากเป็นตนเอง ( ถ้าเกิดขึ้นในครอบครัว)




                 หากครอบครัวของดิฉันตกอยู่ในสภาวะเช่นนั้น แน่นอนอยู่แล้วว่าทั้งเครียดและหนักใจมาก แต่สิ่งแรกที่จะปฏิบัติคือจะต้องเข้มแข็งและหนักแน่นให้มาก รู้จักยอมรับและเผชิญหน้าต่อสถานการณ์ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเลวร้ายเพียงใด คอยเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ ยิ่งถ้าโตๆแล้วก็จะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว เช่น การหางานพิเศษทำ หรืออาจจะช่วยแม่ลดรายจ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นต่อครอบครัวออกไป เลือกที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและเลือกที่จะปฏิบัติต่อคนในครอบครัวอย่างดีที่สุดเช่นกัน เพราะครอบครัวก็เครียดมากอยู่แล้วที่ประสบกับปัญหาตกงาน เลือกที่จะเปิดใจคุยกันเพื่อแสดงถึงความเป็นห่วง  (ครอบครัวของดิฉันไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ลำบาก พ่อแม่รับราชการมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ดิฉันก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องลำบากทำงานด้วยอีกอย่างที่ดิฉันมีความสุขคือครอบครัว ครอบครัวของดิฉันน่ารักมากอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อแม่ เอาใจใส่ลูกในทุกๆเรื่อง ครอบครัวจะมีกิจกรรมที่ร่วมกันทำด้วยกันเสมอ เมื่อถึงปีใหม่หรือเทศกาลสงกานต์ หรือวันเกิดของผู้อาวุโสในบ้าน เช่น คุณตา คุณยาย คุณย่า คุณปู่ ลูกหลานจะอยู่พร้อมหน้า รับประทานอาหารร่วมกันไปเที่ยว สุดท้ายบรรดาญาติๆก็จะแจกเงินหลาน ถ้าดิฉันอยู่บ้าน บ้านของดิฉันถ้าถึงเวลาทานข้าวทุกคนจะทานพร้อมกัน ในโต๊ะกินข้าวก็จะคุยทุกเรื่องที่แสดงถึงความเป็นห่วงกัน ) แต่สิ่งที่ประสบก็คือเป็นพี่สาวคนโต ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องชาย คอยดูแลน้องชายแทนพ่อแม่ พ่อ แม่ คาดหวังในตัวของดิฉันเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเรียนหรือทำอะไรก็ตามก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีกับน้องชายทุกๆเรื่องบางครั้งน้องอยากได้ของแพงๆดิฉันก็จะต้องคอยสอนน้อง บางครั้งน้องบอกว่าไม่อยากเรียนวิชาภาษาไทยเลยน่าเบื่อ( น้องชอบคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษ )ดิฉันก็ต้องบอกว่าตั้งใจเรียนนะอย่าเบื่อเลยเดี๋ยวจะได้มีงานดีๆทำ น้องก็จะเชื่อฟังดิฉันเพราะดิฉันคุยกับน้องทุกเรื่อง คอยเป็นกำลังใจให้น้อง คุยเวลาน้องเหงา เป็นเพื่อนเล่นให้กับน้อง ดิฉันกับน้องชายจึงสนิทกันมากถึงแม้ว่าอายุจะห่างกันถึง 10 กว่าปีก็ตาม ดิฉันคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่แสดงออกให้ดิฉันเห็นว่าการที่พ่อแม่รักและเอาใจใส่ ดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ดิฉันเห็นมาตลอดจนทำให้รู้สึกได้ว่าครอบครัวนั้นสำคัญต่อชีวิตของเรามากทุกสิ่งในโลกนี้ถ้าลองมองดีๆไม่มีอะไรจะสำคัญเท่าครอบครัวของเราแล้ว
 

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้

 
              ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนปัญหาสังคมเป็นอย่างมาก เพราะในปัจจุบันมนุษย์ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจคนส่วนใหญ่มีครอบครัวก็ลดลงเพราะการมีครอบครัวก่อให้เกิดการมีลูกและการมีลูกทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กมากขึ้น สังคมในปัจจุบันนี้มนุษย์จึงเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากกว่า แต่ก็มีบางคนเลือกที่จะมีครอบครัวแต่เมื่อมีลูกแล้วก็มีเวลาดูแลลูกไม่เต็มที่ เพราะเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันหมดลงไปกับการทำงาน การเดินทางไปทำงาน แค่กลับบ้านก็เหนื่อยแล้ว พอถึงวันหยุดต่างต้องการพักผ่อน แต่สิ่งเล็กๆเหล่านี้ถ้ามันเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งแล้ว สักวันเรื่องปกตินี้จะลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังและยากแก่การแก้ไข ดังนั้นเมื่อได้ชมภาพยนตร์ดิฉันจึงตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวเป็นอย่างมาก ถ้าเราเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกับใครแล้วเราควรจะเปิดใจคุยกัน ไม่ว่ามีปัญหาอะไรก็ตามก็พร้อมจะรับฟัง เป็นกำลังให้กัน คอยเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหาย บางครั้งการถ้าเราช่วยอะไรไม่ได้เพียงแค่เดินไปกอดพ่อหรือแม่ว่า สู้ๆนะลูกอยู่ข้างๆเสมอ แค่ประโยคเดียวแค่นี้พ่อแม่ก็จะมีกำลังใจมากขึ้น จริงๆแล้วการแสดงออกไม่ใช่เรื่องที่น่าอายแต่หลายคนเลือกที่จะไม่ทำมากกว่า กว่าจะได้ทำเวลานั้นอาจจะไม่มีแล้วก็ได้
               ถ้าครอบครัวประสบปัญหาถึงแม้จะร้ายแรงเพียงใดก็ตามถ้าเรามีกำลังใจให้กันอยู่เสมอ        แค่นี้ทุกคนในครอบครัวก็จะรู้ว่า ความรักของครอบครัวนี้ยิ่งใหญ่กับเรามากที่สุด หลายๆคนพูดว่าความรักชนะทุกอย่าง ไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใดก็ตามแค่เรารักกันก็พอมันสามารถฝ่าฟันอุปสรรค์ได้อย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การใช้ภาษาไทยที่ผิดของวัยรุ่นในปัจุบัน





สังคมเราในปัจจุบันนี้โลกเราได้มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องอย่างมากในชีวิตของคนไทยเรา ทำให้มีความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันรวมทั้งการสื่อสารด้วย ซึ่งในประเทศไทยนี้เยาวชนยุคใหม่บางส่วนได้นำค่านิยมผิด ๆ มาใช้กัน นั้นก็คือการใช้ภาษาไทยที่ผิด โดยเยาวชนกลุ่มนั้นคิดว่าเมื่อใช้แล้วมันเก๋ดี มันเท่ห์ดี แต่หารู้ไม่ว่าอาจจะทำให้ภาษาไทยของเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงและทำให้เยาวชนยุคหลังๆใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องตามไปด้วย ประเทศไทยของเรามีภาษาเป็นของตนเองแสดงออกถึงความเป็นเอกราชและความภาคภูมิใจของคนไทยเรา ภาษาไทยเป็นมรดกของคนไทยมายาวนาน แต่เยาวชนยุคบางส่วนใหม่กลับไม่รู้คุณค่าของมันเลย



               
                   ตัวอย่างการใช้ภาษาไทยที่ผิดของวัยรุ่น

การใช้ภาษาไทยที่ผิด ๆ ของวัยรุ่นนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ภาษาไทยวิบัติลงไปจริง ๆ ซึ่งจะเห็นได้จากที่วัยรุ่นใช้สื่อสารกันทาง msn เช่นคำว่า ทามอะไรอยู่-ทำอะไรอยู่ เปนอะไร-เป็นอะไร เพราะคำเหล่านี้ทำให้พิมพ์ง่าย สื่อสารกันได้เร็ว และดูเก๋ด้วย แต่ถ้าคิดอีกแง่มุมหนึ่ง การที่ภาษาไทย 1คำ สามารถเขียนได้หลายแบบ เพราะภาษาไทยมีพยัญขนะที่ออกเสียงเหมือน ๆ กัน มีสระที่เสียงคล้าย ๆ กัน จึงทำให้สามารถเขียนออกมาได้หลายแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษาไทยนั้นสามารถดัดแปลง เปลี่ยนแปลงคำได้หลากหลาย โดยที่ความหมายเหมือนเดิม แต่ลักษณะการเขียนผิดออกไป เป็นเสมือนการสร้างคำ สร้างภาษให้มีการวิบัติมากขึ้น การใช้คำใช้ภาษาไปผิดๆ ทำให้เป็นการฝึกนิสัยในการใช้ภาษาไทยที่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษา และฉันกลาพูดได้เลยว่าวัยรุ่นไทยสมัยนี้เขียนคำ สะกดคำในภาษาไทย ได้ไม่ถูกตามตัวสะกด และเขียนภาษาไทยได้ไม่ถูกต้องตามหลักภาษา พูดไม่ถูกอักขระ ไม่มีคำควบกล้ำ บางคนพูดภาษาไทยไม่ชัดเจนด้วยซ้ำไปและอยากจะยกตัวอย่างการใช้ภาษาไทยของวัยรุ่น
ตะเอง (ตัวเอง)
เตง (ตัวเอง)
ขอบคุง (ขอบคุณ)
แม่ม (แม่มรึง)
แสด (สัตว์)
พ่อง (พ่อเมิง)
สลัด(สัตว์)
สรัด,สรัส(สัตว์ :ออกเสียง ร เรือด้วย)                                                             

จัย(ใจ)
งัย(ไง)
นู๋(หนู)
มู๋(หมู)
ปันยา(ปัญญา)
วิดวะ(วิศวะ)
จาน (อาจารย์)
สินคุณครับ (ศิลปศาสตร์)
สินกำ (ศิลปกรรมศาสตร์)
เสารีย์ (อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ)
โรงบาน (โรงพยาบาล)
ซอย (สีลมซอย 2)
อาร์ (อาร์ซีเอ)
ตรอก (ตรอกข้าวสาร)
โปร,โปรโกง (โปรแกรมโกงเกมส์)

   มาลองอ่านออกเสียงภาษาวิบัติกัน






                  เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจภาคสนาม เรื่อง วันภาษาไทยแห่งชาติ กับสิ่งที่คนไทยต้องการรักษาไว้ในสังคมไทย: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 2,277 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 17-20 ก.ค. พบประเด็นแรกที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.3 ไม่ทราบว่า วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันใด มีเพียงร้อยละ 14.7 ที่ทราบและตอบถูกว่า วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เมื่อสอบถามความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญของภาษาไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.9 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีสระกี่รูป ร้อยละ 81.2 ไม่ทราบความหมายของร้อยกรอง ร้อยละ 75.0 ไม่ทราบความหมายของร้อยแก้ว ร้อยละ 64.2 ไม่ทราบวรรณยุกต์ในภาษาไทยว่ามีกี่รูป และร้อยละ 11.7 ไม่ทราบว่าพยัญชนะไทยมีกี่ตัว  เมื่อถามถึงพยัญชนะภาษาไทยที่สับสนในการใช้มากที่สุด พบว่า ร้อยละ 26.1 ระบุเป็นตัว รองลงมาคือ ร้อยละ 13.6 ระบุ เป็น ร้อยละ 9.8 ระบุเป็น ร้อยละ 5.8 ระบุเป็น ร้อยละ 4.5 ระบุเป็น และร้อยละ 4.5 เท่ากัน ระบุเป็น ตามลำดับ  นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.9 มีปัญหาเรื่องเขียนภาษาไทยผิด ร้อยละ 31.9 จับใจความผิด ร้อยละ 29.6 พูดผิด ร้อยละ 27.5 อ่านผิด ร้อยละ 18.6 ฟังผิด เป็นต้น



                     



ส่วนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาในการใช้ภาษาไทย ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ระบุคือกลุ่มวัยรุ่น ร้อยละ 46.0 ระบุเป็นกลุ่มนักร้อง ร้อยละ 44.8 ระบุเป็นกลุ่มดารานักแสดง ร้อยละ 18.1 ระบุผู้ดำเนินรายการวิทยุ ร้อยละ 17.2 ระบุเป็นนักการเมือง ร้อยละ 17.2 ระบุเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ร้อยละ 15.8 ระบุเป็นผู้ประกาศข่าว และร้อยละ 8.9 ระบุเป็นครูอาจารย์ ตามลำดับ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.5 ระบุต้องเร่งแก้ไขอนุรักษ์ฟื้นฟูการใช้ภาษาไทยในช่วงเวลานี้ ในขณะที่เพียงร้อยละ 7.5 ระบุว่าไม่ต้องเร่งแก้ไข เมื่อสอบถามถึงสิ่งที่ต้องรักษาไว้ในสังคมไทย ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.2 ระบุเป็นศิลปวัฒนธรรม รองลงมาคือร้อยละ 68.5 ระบุภาษาไทย ร้อยละ 68.1 ระบุเป็นการช่วยเหลือ มีน้ำใจต่อกัน ร้อยละ 60.1 ระบุความกตัญญู รู้จักตอบแทนบุญคุณ ร้อยละ 59.5 ระบุการเคารพผู้อาวุโส ร้อยละ 59.0 ระบุความสามัคคี ร้อยละ 56.9 ระบุความรักชาติ ร้อยละ 54.1 ระบุการให้อภัย และร้อยละ 46.9 ระบุความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษและกฎแห่งกรรม ตามลำดับ


สำหรับตัวดิฉันเองก็ชอบเล่น MSN เหมือนกัน และยอมรับว่าใช้ภาษาวัยรุ่นยุคใหม่บ้างเป็นบางคำ เมื่อใช้บ่อยๆเข้าจนเกิดเป็นความเคยชินเพราะเขียนง่ายแต่สุดท้ายเมื่อมีการใช้ภาษาวัยรุ่นยุคใหม่กันอย่างแพร่หลาย หน่วยงานต่างๆจึงออกมาร่วมรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยอย่างถูกวิธีและในฐานะที่กำลังจะเป็นครูในอนาคตเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักเรียนเพื่อรักษาภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไว้สืบต่อไป


แต่ถึงอย่างไรแล้วการรักษาภาษาไทยที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของไทยที่มีมาแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยให้คนไทยได้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่จะใช้ภาษาที่เก๋ไก๋แต่ทำให้ภาษาพ่อภาษาแม่ของเราวิบัติไป จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยทุกคนช่วยกันรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง และช่วยกันรักษาอนุรักษ์ภาษาที่เป็นสิ่งที่เราาใช้แสดงความเป็นไทย ความเป็นเอกราช ของประเทศไทยเราเอง ช่วยกันสืบต่อให้คนรุ่นหลังของเราได้ใช้ภาษาไทยต่อไป


ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=487147

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อิ่มบุญ

ไปไหว้หลวงพ่อโสธรมาค่ะ เอาบุญมาฝากทุกคนเลย พร้อมกับภาพสวยๆ



ประวัติหลวงพ่อโสธร มีตำนานกล่าวไว้ว่า ได้มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ 3 องค์ลอยตามน้ำผ่านเมืองปราจีนบุรีมา แล้วไปผุดที่ตำบลสัมปทวน แขวงเมืองฉะเชิงเทรา ชาวบ้านไปพบเข้าจึงเอาเชือกพรวนไปผูกมัดพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ แล้วช่วยกันฉุดลากขึ้น แต่ไม่สามารถจะนำขึ้นมาจากน้ำได้ พระพุทธรูปองค์ใหญ่จึงลอยตามกระแสน้ำเรื่อยไป และไปผุดขึ้นที่บ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านแหลมจึงอัญเชิญประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม ส่วนองค์เล็กไปผุดขึ้นที่คลองใกล้วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านจึงอัญเชิญประดิษฐานไว้ที่วัดบางพลี ส่วนหลวงพ่อโสธรซึ่งเป็นองค์กลางนั้นผุดขึ้นที่หน้าวัดโสธร ประชาชนได้ช่วยกันฉุดแต่ไม่ขึ้น จนอาจารย์คนหนึ่งมาตั้งศาลเพียงตา ทำพิธีบวงสรวง แล้วเอาด้ายสายสิญจน์คล้องไว้กับพระหัตถ์ จึงอัญเชิญขึ้นมาได้สำเร็จ และนำมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดโสธรจนถึงปัจจุบัน เทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธรประจำปีมีปีละ 3 ครั้ง คือ กลางเดือน 12 และกลางเดือน 5 และช่วงเทศกาลตรุษจีน

                                      
หลวงพ่อโสธรองค์ใหม่

                                                    ภายในอุโบสถหลังใหม่



                                                ภาพจิตรกรรมดวงดาวเพดาน



                                 พระแม่ธรณีบีบมวยผมท่านเป็น เทพีผู้รักษาแผ่นดินโลกค่ะ


                                                    ด้านนอกของวัด


     
                                      ไหว้พระปิดทอง (ภาพนี้คืออุโบสถหลังเก่าค่ะ)


พระประจำวันเกิดพระปางไสยาสน์